รายได้จากต่างประเทศต้องเสียภาษีไทยหรือไม่?

ในยุคที่การทำงานและการลงทุนข้ามประเทศเป็นเรื่องปกติ คนไทยจำนวนมากมีรายได้จากต่างประเทศ แต่คำถามสำคัญคือ รายได้เหล่านี้ต้องเสียภาษีในไทยหรือไม่? หากเสียภาษีที่ต่างประเทศแล้ว ต้องเสียซ้ำในไทยอีกหรือเปล่า? บทความนี้จะอธิบายทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้จากต่างประเทศอย่างครบถ้วน

เงินได้จากต่างประเทศคือ อะไร?

“เงินได้จากต่างประเทศ” (Foreign Income) หมายถึง รายได้ที่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยได้รับจากแหล่งเงินได้ที่อยู่นอกประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการทำงาน การให้บริการ การขายทรัพย์สิน หรือจากการลงทุนใดๆ

จุดสำคัญ: ต้องเป็นรายได้ที่มาจาก “แหล่งนอกประเทศไทย” และผู้รับเงินเป็น “ผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย” ตามนิยามของกฎหมายภาษี

เงินได้จากต่างประเทศมีประเภทใดบ้าง? (9 ประเภทหลัก)

เงินได้จากต่างประเทศมีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของรายได้

1. รายได้จากการทำงาน

  • เงินเดือนหรือค่าจ้าง จากการทำงานประจำในต่างประเทศ
  • ค่าจ้างจากการรับงานอิสระ (Freelance) เช่น นักเขียน นักออกแบบ โปรแกรมเมอร์
  • ค่าตอบแทนจากการให้บริการ เช่น ที่ปรึกษา วิทยากร

2. รายได้จากการประกอบธุรกิจ

  • รายได้จากการประกอบกิจการในต่างประเทศ
  • การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศ (Amazon, eBay, Etsy)
  • รายได้จากการเป็นพันธมิตรขาย (Affiliate Marketing) กับบริษัทต่างชาติ

3. รายได้จากการลงทุน

  • เงินปันผล (Dividend) จากการถือหุ้นบริษัทต่างชาติ
  • ดอกเบี้ย จากเงินฝาก พันธบัตร หรือตราสารหนี้ต่างประเทศ
  • กำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain) ในตลาดหุ้นต่างประเทศ
  • รายได้จากการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ
  • กำไรจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency, NFT) ในแพลตฟอร์มต่างชาติ

4. รายได้จากทรัพย์สิน

  • รายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ในต่างประเทศ
  • กำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์ คอนโด บ้าน ที่ดิน

5. รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา

  • ค่าลิขสิทธิ์ (Royalty) จากงานสร้างสรรค์ เพลง หนังสือ ซอฟต์แวร์
  • ค่าสิทธิ์จากสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า

6. รายได้จากการแสดงและกีฬา

  • นักกีฬาอาชีพที่มีรายได้จากการแข่งขันในต่างประเทศ
  • นักแสดง ศิลปิน ที่มีรายได้จากการแสดงต่างประเทศ
  • YouTuber, Influencer ที่มีรายได้จากแพลตฟอร์มต่างชาติ

7. รายได้อื่นๆ

  • นักกีฬาอาชีพที่มีรายได้จากการแข่งขันในต่างประเทศ
  • นักแสดง ศิลปิน ที่มีรายได้จากการแสดงต่างประเทศ
  • YouTuber, Influencer ที่มีรายได้จากแพลตฟอร์มต่างชาติ

หลักเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้จากต่างประเทศ

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคสอง กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่า

“ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีสำหรับเงินได้ที่ได้รับจากต่างประเทศ

ต่อเมื่อได้นำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย”

เงื่อนไข 2 ข้อที่ต้องครบถ้วน

เพื่อให้ต้องเสียภาษีในไทย ต้องมีเงื่อนไข ทั้ง 2 ข้อนี้ครบ

เงื่อนไขที่ 1 : เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

ตามกฎหมายไทย “ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย” หมายถึง บุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยรวมกัน ไม่น้อยกว่า 180 วัน ในปีภาษีนั้น (1 มกราคม – 31 ธันวาคม)

ตัวอย่าง:

  • คุณอยู่ไทย 200 วันในปี 2568 = เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย (ต้องเสียภาษีถ้านำเงินเข้า)
  • คุณอยู่ไทย 150 วันในปี 2568 = ไม่เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย (ไม่ต้องเสียภาษี)

เงื่อนไขที่ 2 : นำเงินได้เข้ามาในประเทศไทย

แม้จะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย แต่หากไม่ได้นำเงินเข้ามาในไทย ก็ไม่ต้องเสียภาษี

“การนำเงินเข้ามา” หมายถึง

  • โอนเงินจากบัญชีต่างประเทศเข้าบัญชีไทย
  • นำเงินสดเข้ามาในไทย
  • ใช้บัตรเครดิต/เดบิตต่างประเทศจ่ายในไทย (บางกรณี)
  • รับเงินผ่านช่องทางอื่นใดที่ทำให้เงินเข้ามาในไทย

สรุปกรณีต่างๆ

  1. อยู่ไทยถึง 180 วัน + นำเงินเข้าไทย = ต้องเสียภาษี ✓
  2. อยู่ไทยถึง 180 วัน + ไม่นำเงินเข้าไทย = ไม่ต้องเสียภาษี
  3. อยู่ไทยไม่ถึง 180 วัน + นำเงินเข้าไทย = ไม่ต้องเสียภาษี
  4. อยู่ไทยไม่ถึง 180 วัน + ไม่นำเงินเข้าไทย = ไม่ต้องเสียภาษี

อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) คืออะไร? ช่วยลดภาษีได้จริงหรือ?

อนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement: DTA) คือ ข้อตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลคนเดียวต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนทั้งในประเทศต้นทางและในประเทศไทย

ประเทศที่ไทยทำ DTA ด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยมี DTA กับมากกว่า 61 ประเทศ รวมถึง

  • เอเชีย: ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย
  • ยุโรป: สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์
  • อเมริกา: สหรัฐอเมริกา แคนาดา
  • โอเชียเนีย: ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

ประโยชน์ของ DTA

  1. ยกเว้นภาษีในไทย – บางรายได้อาจได้รับการยกเว้นภาษีในไทยทั้งหมด
  2. เครดิตภาษี (Tax Credit) – นำภาษีที่จ่ายในต่างประเทศมาหักเป็นเครดิตภาษีในไทย
  3. ลดอัตราภาษี – ในบางกรณีอาจได้รับอัตราภาษีพิเศษที่ต่ำกว่าปกติ

วิธีใช้สิทธิ์ตาม DTA

  1. เตรียมหลักฐาน: ใบรับรองการเสียภาษีจากประเทศต้นทาง (Tax Certificate)
  2. ยื่นแบบ: แนบหลักฐานพร้อมแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91)
  3. คำนวณเครดิตภาษี: ใช้สูตร: เครดิตภาษี = ภาษีต่างประเทศ หรือ ภาษีไทย (แล้วแต่จำนวนใดน้อยกว่า)

กรณีประเทศไม่มี DTA กับไทย

  1. หากประเทศต้นทางไม่มี DTA กับไทย คุณอาจต้อง:

    • เสียภาษีทั้งสองประเทศ
    • ไม่สามารถขอเครดิตภาษีได้
    • ต้องวางแผนภาษีอย่างระมัดระวัง

ตัวอย่างการคำนวณภาษี

ตัวอย่างที่ 1 : เงินปันผลจากญี่ปุ่น (มี DTA)

สถานการณ์

  • นายสมชายได้รับเงินปันผลจากหุ้นบริษัทญี่ปุ่น 100,000 บาท
  • ญี่ปุ่นหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% = 15,000 บาท
  • นายสมชายอยู่ไทย 200 วัน และนำเงินเข้าไทย

การคำนวณ:

  1. รายได้ที่ต้องเสียภาษีในไทย = 100,000 บาท
  2. ภาษีไทยที่คำนวณได้ (สมมติอัตรา 20%) = 20,000 บาท
  3. หักเครดิตภาษีต่างประเทศ = -15,000 บาท

ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มในไทย = 5,000 บาท

ตัวอย่างที่ 2 : เงินเดือนจากสิงคโปร์ (มี DTA)

สถานการณ์

  • นางสมหญิงทำงานที่สิงคโปร์ได้เงินเดือน 200,000 บาท/เดือน
  • อยู่สิงคโปร์ 250 วัน อยู่ไทย 115 วัน
  • ไม่ได้นำเงินเข้าไทย

ผลลัพธ์: ไม่ต้องเสียภาษีในไทย เพราะอยู่ไทยไม่ถึง 180 วัน

ตัวอย่างที่ 3 : Freelance จาก USA (มี DTA)

สถานการณ์

  • นายอนุชารับงาน Freelance จากบริษัทอเมริกา 500,000 บาท
  • USA ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย (0%)
  • อยู่ไทย 300 วัน นำเงินเข้าไทยทั้งหมด

ผลลัพธ์: ต้องเสียภาษีในไทยเต็มจำนวน ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

วิธีวางแผนภาษีเงินได้จากต่างประเทศ

1. ควบคุมจำนวนวันที่อยู่ในไทย

  • วางแผนให้อยู่ไทยไม่ถึง 180 วัน ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงภาษี
  • บันทึกวันเข้า-ออกประเทศอย่างละเอียด
  • เก็บตราประทับพาสปอร์ตเป็นหลักฐาน

2. ควบคุมการนำเงินเข้าไทย

  • เก็บเงินไว้ที่ต่างประเทศ ถ้ายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในไทย
  • นำเงินเข้าในปีภาษีที่มีรายได้ไทยน้อย เพื่อใช้อัตราภาษีต่ำ
  • พิจารณานำเงินเข้าทีละน้อยในหลายปี

3. ศึกษาและใช้สิทธิ์ตาม DTA

  • ตรวจสอบว่าประเทศต้นทางมี DTA กับไทยหรือไม่
  • เก็บหลักฐานการเสียภาษีต่างประเทศไว้ครบถ้วน
  • ขอใบรับรองการเสียภาษีจากประเทศต้นทาง (Tax Certificate)

4. เลือกโครงสร้างการรับเงินที่เหมาะสม

  • พิจารณาตั้งบริษัทในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ (ต้องศึกษากฎหมายอย่างละเอียด)
  • ใช้โครงสร้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เลี่ยงภาษีผิดกฎหมาย

5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

  • ปรึกษาที่ปรึกษาภาษีหรือผู้สอบบัญชีก่อนตัดสินใจ
  • ยื่นภาษีถูกต้อง ครบถ้วน ตามกฎหมาย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง

1. ไม่นับจำนวนวันที่อยู่ในไทย

ข้อผิดพลาด : คิดว่าตนเองไม่ได้อยู่ไทยนาน แต่จริงๆ รวมแล้วถึง 180 วัน

วิธีแก้ : บันทึกวันเข้า-ออกประเทศทุกครั้ง เก็บตราประทับพาสปอร์ต

2. คิดว่าถ้าเสียภาษีต่างประเทศแล้วไม่ต้องเสียในไทย

ข้อผิดพลาด : สำคัญผิดว่าเสียภาษีที่ไหนมาแล้วไม่ต้องเสียอีก

วิธีแก้ : ต้องตรวจสอบว่ามี DTA หรือไม่ และต้องยื่นขอเครดิตภาษีอย่างถูกต้อง

3. ไม่เก็บหลักฐานการเสียภาษีต่างประเทศ

ข้อผิดพลาด : เสียภาษีต่างประเทศแล้วแต่ไม่มีหลักฐาน

วิธีแก้ : เก็บ Tax Certificate และเอกสารแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกฉบับ

4. ไม่รายงานรายได้ต่างประเทศเลย

ข้อผิดพลาด : คิดว่ากรมสรรพากรไม่รู้ ไม่รายงานรายได้จากต่างประเทศ

วิธีแก้ : ยุคนี้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ (CRS – Common Reporting Standard) ควรรายงานอย่างถูกต้อง

สรุป

การมีรายได้จากต่างประเทศเป็นโอกาสที่ดี แต่ต้องเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างถูกต้อง จุดสำคัญที่ต้องจำ

  1. เงื่อนไข 2 ข้อ: อยู่ไทยถึง 180 วัน + นำเงินเข้าไทย = ต้องเสียภาษี
  2. ตรวจสอบ DTA: ประเทศต้นทางมี DTA กับไทยหรือไม่
  3. เก็บหลักฐาน: ใบรับรองการเสียภาษีต่างประเทศ
  4. วางแผนล่วงหน้า: ควบคุมวันอยู่ในไทยและการนำเงินเข้า
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ในกรณีที่ซับซ้อน

การวางแผนภาษีที่ดีไม่เพียงช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายได้ถูกต้อง แต่ยังช่วยประหยัดภาษีและหลีกเลี่ยงปัญหาการถูกประเมินย้อนหลังในอนาคตอีกด้วย หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษี หรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เพื่อความแน่ใจและปลอดภัยสูงสุด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: ถ้าไม่นำเงินเข้าไทยเลย ต้องเสียภาษีหรือไม่?

A: ไม่ต้องเสียภาษี แม้จะอยู่ไทยถึง 180 วัน แต่ถ้าไม่นำเงินเข้ามาในไทยก็ไม่ต้องเสียภาษี

Q2: ใช้บัตรเครดิตต่างประเทศจ่ายในไทยถือว่านำเงินเข้าไทยหรือไม่?

A: อยู่ในเกรย์โซน กรมสรรพากรยังไม่มีคำชี้แจงชัดเจน แต่เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษี

Q3: ถ้านำเงินเข้าไทยในปีถัดไป ต้องเสียภาษีในปีไหน?

A: เสียภาษีในปีที่นำเงินเข้ามา ไม่ใช่ปีที่ได้รับเงิน เช่น ได้เงินปี 2567 แต่นำเข้าปี 2568 ต้องเสียภาษีในปี 2568

Q4: กำไรจากการขายหุ้นต่างประเทศต้องเสียภาษีหรือไม่?

A: ต้องเสียภาษีในไทย ถ้า (1) อยู่ไทยถึง 180 วัน และ (2) นำเงินเข้าไทย และต้องรวมคำนวณกับเงินได้อื่น

Q5: รายได้จาก YouTube, Google AdSense ต้องเสียภาษีไทยหรือไม่?

A: ใช่ ต้องเสียภาษีในไทย ถ้าตรงตามเงื่อนไข 2 ข้อ (อยู่ไทยถึง 180 วัน + นำเงินเข้าไทย) และต้องนำมารวมคำนวณกับเงินได้อื่น

Q6: ถ้าเสียภาษีที่ต่างประเทศแล้ว ต้องเสียในไทยอีกหรือไม่?

A: ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นมี DTA กับไทยหรือไม่ ถ้ามี DTA สามารถขอเครดิตภาษีได้ ถ้าไม่มี อาจต้องเสียภาษีซ้ำ

Q7: รายได้จาก Crypto ต้องเสียภาษีไทยหรือไม่?

A: ต้องเสียภาษีในไทย ถ้าตรงตามเงื่อนไข และต้องแยกประเภทรายได้ว่าเป็นกำไรจากการขาย (Capital Gain) หรือรายได้จากการทำธุรกิจ

Q8: ถ้าไม่แน่ใจต้องทำอย่างไร?

A: แนะนำให้ปรึกษาที่ปรึกษาภาษีหรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เพื่อให้แน่ใจว่าปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้อง และวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ้างอิง

  • ประมวลรัษฎากร มาตรา 41 – เงินได้ที่ต้องเสียภาษี
  • กรมสรรพากร – คู่มือการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้จากต่างประเทศ
  • กรมสรรพากร – รายชื่อประเทศที่ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อน
  • Common Reporting Standard (CRS) – มาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเงินระหว่างประเทศ

     ทดลองใช้ NEXTTO ฟรี 30 วัน ติดต่อทีมงานเพื่อรับคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Line OA – @Nextto

ช่องทางการติดต่อ NEXTTO 

Facebook : Nextto System

Instagram : Nexttosystem

LINE : @Nextto

TikTok : @Nexttosystem

Email : helpdesk@nexttosystem.com

Tel : 095-5088226