สานต่อธุรกิจครอบครัวอย่างไร ?
เผย 6 กลยุทธ์พร้อมวิธีวางแผนภาษี

ธุรกิจครอบครัวคือเสาหลักทางเศรษฐกิจของไทย แต่การส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งการบริหารจัดการ ความขัดแย้งในครอบครัว และภาระภาษี บทความนี้จะอธิบายทุกสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการสานต่อธุรกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมวิธีวางแผนภาษีอย่างมืออาชีพ

ธุรกิจครอบครัวคืออะไร?

ธุรกิจครอบครัว (Family Business) หมายถึง กิจการที่สมาชิกในครอบครัวเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด โดยมีเจตนารมณ์สำคัญคือ “การส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น” ให้คงอยู่และเติบโตต่อไปในระยะยาว

ตัวอย่างธุรกิจครอบครัวในไทย

ธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยมีจำนวนมากและถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ เช่น 

  • กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (ร้านอาหาร, โรงงานแปรรูป)
  • ธุรกิจค้าปลีก (ร้านขายของชำ, ห้างสรรพสินค้า)
  • โรงแรมและที่พัก
  • การผลิตและอุตสาหกรรม
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  • ธุรกิจบริการและการค้า

ความแตกต่างระหว่างธุรกิจครอบครัวกับธุรกิจทั่วไป

ธุรกิจครอบครัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ต่างจากธุรกิจทั่วไปในหลายมิติ

6 กลยุทธ์สานต่อธุรกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การ “สานต่อ” ไม่ได้หมายถึงเพียงการรับช่วงต่อ แต่คือการ “ต่อยอด” เพื่อให้ธุรกิจปรับตัวกับยุคสมัยใหม่อย่างมั่นคง

1. ปรับโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสม

  • จากบุคคลธรรมดาเป็นบริษัทจำกัด : แยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากธุรกิจ จำกัดความรับผิด
  • ข้อดี : อัตราภาษีต่ำกว่า ภาพลักษณ์มือถืออาชีพ ขยายธุรกิจง่าย

2. นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้

  • ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) บริหารจัดการทรัพยากรแบบครบวงจร
  • ระบบบัญชี ตรวจการเงินได้แบบ Real-time
  • E-commerce ขยายช่องทางออนไลน์
  • CRM บริหารความสัมพันธ์ลูกค้า

3. พัฒนาแบรนด์ให้ทันสมัย

  • Rebranding – ปรับภาพลักษณ์ให้เข้ากับผู้บริโภค
  • Digital Marketing – ใช้ Social Media, SEO, Content Marketing
  • Product Innovation – พัฒนาสินค้า/บริการใหม่

4. เปิดรับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์

  • ร่วมทุนกับนักลงทุนภายนอก (Strategic Investors)
  • Joint Venture – ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ
  • Franchise – ขยายสาขาด้วยระบบแฟรนไชส์

5. วางแผนโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม

  • การถือหุ้นโดยนิติบุคคล – กระจายรายได้ ลดภาระภาษีส่วนบุคคล
  • จัดตั้ง Holding Company – บริหารจัดการหุ้นและทรัพย์สิน
  • Family Trust – ป้องกันความขัดแย้งและลดภาษีมรดก

6. ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

  • BOI – สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี/ลดอัตราภาษี
  • SME – กำไร 0-300,000 บาท ยกเว้นภาษี
  • ค่าใช้จ่ายในการลงทุน – ลดหย่อนภาษีได้

ธุรกิจครอบครัวต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

เมื่อสานต่อธุรกิจครอบครัว สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือภาระภาษี ซึ่งอาจเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ

1. ภาษีเงินได้ (รายปี)

  • บุคคลธรรมดา: 5-35% (อัตราก้าวหน้า) – สำหรับกิจการที่ยังไม่จดทะเบียน
  • นิติบุคคล: 0-20% – บริษัททั่วไป 20%, SME 0-15%

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)

  • เงื่อนไข: รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี
  • ยื่นรายเดือน (ภ.พ.30)

3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)

  • เงื่อนไข: รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี
  • ยื่นรายเดือน (ภ.พ.30)

4. ภาษีจากการโอนทรัพย์สิน/หุ้น (เมื่อส่งต่อธุรกิจ)

  1. ภาษีเงินได้จากการขายหุ้น – กรณีขายหุ้นให้ลูก (ถ้ามีกำไร)
  2. อากรแสตมป์ 0.1% – จากมูลค่าการโอนหุ้น
  3. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง – กรณีโอนอสังหาริมทรัพย์
  4. ภาษีการรับให้ (Gift Tax) – กรณีให้โดยไม่คิดมูลค่า (5-10% ของมูลค่า)

วิธีวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ

การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่การ “หลีกเลี่ยงภาษี” แต่คือ “การจัดโครงสร้างให้เหมาะสมตามกฎหมาย” เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

1. วางแผนการถือหุ้น

  • กระจายการถือหุ้น – ให้สมาชิกครอบครัวถือหุ้นในสัดส่วนที่เหมาะสม
  • ลดภาระภาษีส่วนบุคคล – เงินปันผลแบ่งให้หลายคน อัตราภาษีต่ำกว่า
  • ตัวอย่าง: แทนที่พ่อถือหุ้น 100% → แบ่งให้ พ่อ 40%, แม่ 30%, ลูก 30%

2. แยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากธุรกิจ

  • ป้องกันภาษีซ้ำซ้อน – ทรัพย์สินส่วนตัวไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจ
  • ง่ายต่อการสืบทอด – แยกชัดเจนว่าอะไรเป็นของธุรกิจ อะไรเป็นของครอบครัว

3. ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

  • หักค่าใช้จ่ายตามจริง – เก็บหลักฐานครบถ้วน
  • ลงทุนในเครื่องจักร/เทคโนโลยี – ได้สิทธิลดหย่อนพิเศษ
  • บริจาคเพื่อสาธารณะประโยชน์ – หักลดหย่อนได้สูงสุด 2 เท่าของกำไร
  • ขอ BOI – สำหรับกิจการที่รัฐส่งเสริม (ยกเว้นภาษี 3-8 ปี)

4. วางแผนการสืบทอดอย่างเป็นระบบ

เครื่องมือสำคัญ 4 อย่าง

  1. Family Constitution (ธรรมนูญครอบครัว) – กำหนดบทบาท หน้าที่ และแนวทางการสืบทอด
  2. พินัยกรรม – กำหนดผู้รับโอนหุ้นและทรัพย์สินให้ชัดเจน (ลดภาษีมรดก)
  3. Family Trust – บริหารทรัพย์สิน ลดความขัดแย้ง ประหยัดภาษี
  4. Shareholders’ Agreement (ข้อตกลงผู้ถือหุ้น) – ป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

กรณีศึกษา : ธุรกิจร้านอาหารครอบครัว

ปัญหา

  • คุณพ่อเสียภาษีเงินได้สูง (อัตรา 30-35% จากกำไร 2 ล้าน)
  • ถ้าโอนกิจการให้ลูก อาจมีภาษีโอนทรัพย์สินสูง
  • ลูกต้องการขยายสาขา แต่ระดมทุนยาก (เพราะเป็นบุคคลธรรมดา)

วิธีแก้

  • จัดตั้งบริษัทจำกัด – โอนกิจการเข้าบริษัท
  • กระจายการถือหุ้น – พ่อ 40%, แม่ 30%, ลูกชาย 30%
  • ประหยัดภาษีได้ – จาก 30-35% → 20% (ประหยัด 200,000-300,000 บาท/ปี)
  • ขยายสาขาได้ง่าย – ระดมทุนจากนักลงทุนหรือธนาคาร

Checklist สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสืบทอดธุรกิจ

ด้านกฎหมายและโครงสร้าง

  • ☐ ปรับโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสม (บุคคล → นิติบุคคล)
  • ☐ จัดทำพินัยกรรม
  • ☐ ทำ Shareholders’ Agreement
  • ☐ พิจารณา Family Trust (ถ้าจำเป็น)

ด้านภาษี

  • ☐ วางแผนการถือหุ้น
  • ☐ คำนวณภาระภาษีจากการโอน
  • ☐ ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี (BOI, SME)
  • ☐ แยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากธุรกิจ

ด้านการบริหารจัดการ

  • ☐ จัดทำ Family Constitution
  • ☐ เตรียมความพร้อมทายาทรุ่นต่อไป
  • ☐ นำระบบดิจิทัลมาใช้
  • ☐ พัฒนาแบรนด์ให้ทันสมัย

สรุป

การสานต่อธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เพียงการรับช่วงต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่คือ “การสืบทอดความฝัน ความตั้งใจ และคุณค่าทางธุรกิจ” ที่ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพและมีระบบภาษีที่ชัดเจน

สิ่งสำคัญ 5 ข้อที่ต้องจำ

  1. เริ่มวางแผนเร็ว – อย่างน้อย 5-10 ปีก่อนส่งต่อ
  2. ปรับโครงสร้างให้เหมาะสม – พิจารณาตั้งบริษัทถ้ากำไรสูง
  3. วางแผนภาษีอย่างถูกต้อง – กระจายการถือหุ้น ใช้สิทธิประโยชน์
  4. จัดทำเอกสารครบถ้วน – พินัยกรรม, Shareholders’ Agreement, Family Constitution
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ – ที่ปรึกษาภาษี, ทนาย, ผู้สอบบัญชี

การวางแผนภาษีตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวก้าวสู่รุ่นต่อไปได้อย่างราบรื่น มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว พร้อมก้าวทันโลกยุคดิจิทัลที่พัฒนาไปแบบก้าวกระโดด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: เมื่อไหร่ควรเริ่มวางแผนสืบทอดธุรกิจ?

A:ยิ่งเร็วยิ่งดี! ควรเริ่มอย่างน้อย 5-10 ปีก่อนส่งต่อจริง เพื่อมีเวลาเตรียมทายาท วางโครงสร้างภาษี และแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

Q2: ถ้าลูกไม่สนใจรับช่วงต่อ ทำอย่างไร?

A: มีทางเลือก: 1) จ้างมืออาชีพมาบริหาร ลูกเป็นผู้ถือหุ้น 2) ขายธุรกิจ 3) ควบรวมกับธุรกิจอื่น 4) เปลี่ยนโครงสร้างเป็น Franchise

Q3: การโอนหุ้นให้ลูกต้องเสียภาษีเท่าไหร่?

A: ขึ้นอยู่กับวิธีการโอน: 1) ขาย – เสียภาษีเงินได้ (ถ้ามีกำไร) + อากรแสตมป์ 0.1% 2) ให้ – เสียภาษีการรับให้ 5-10% 3) มรดก – เสียภาษีมรดก 5-10% (มีค่าลดหย่อน)

Q4: Family Trust คืออะไร? คุ้มไหม?

A: Family Trust คือการมอบทรัพย์สินให้ผู้รับฝากทรัพย์ (Trustee) เพื่อบริหารจัดการให้ผู้รับประโยชน์ (ลูกหลาน) ข้อดี: ลดความขัดแย้ง, ประหยัดภาษีมรดก, ควบคุมการใช้เงิน แต่ต้องมีต้นทุนในการจัดตั้งและบริหาร

Q5: ตั้งบริษัทหรือยังเป็นบุคคลดีกว่า?

A:ถ้ากำไรมากกว่า 2-3 ล้านบาท/ปี แนะนำตั้งบริษัท เพราะ: 1) อัตราภาษีต่ำกว่า (20% vs 30-35%) 2) จำกัดความรับผิด 3) ขยายธุรกิจง่าย 4) โอนหุ้นง่ายกว่า

Q6: ธุรกิจครอบครัวควรมี Shareholders' Agreement ไหม?

A: ควรมี! เพื่อกำหนดกติกาชัดเจน เช่น: ใครมีสิทธิ์ซื้อหุ้นก่อน, วิธีคำนวณราคาหุ้น, การตัดสินใจสำคัญ, การจัดการความขัดแย้ง

Q7: BOI ช่วยธุรกิจครอบครัวได้อย่างไร?

A: BOI ให้สิทธิประโยชน์: ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี, ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร, อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือหุ้นได้ 100% แต่ต้องเป็นธุรกิจที่รัฐส่งเสริม เช่น เทคโนโลยี, อุตสาหกรรมสีเขียว

Q8: ควรปรึกษาใครเรื่องการสืบทอดธุรกิจ?

A: ควรปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน: 1) ที่ปรึกษาภาษี – วางแผนภาษี 2) ทนายความ – จัดทำเอกสารกฎหมาย 3) ผู้สอบบัญชี – ตรวจสอบการเงิน 4) ที่ปรึกษาธุรกิจ – วางกลยุทธ์

อ้างอิง

  1. ประมวลรัษฎากร – ภาษีเงินได้และภาษีมรดก
  2. กรมสรรพากร – แนวทางการวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจครอบครัว
  3. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
  4. พระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550

     ทดลองใช้ NEXTTO ฟรี 30 วัน ติดต่อทีมงานเพื่อรับคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Line OA – @Nextto

ช่องทางการติดต่อ NEXTTO 

Facebook : Nextto System

Instagram : Nexttosystem

LINE : @Nextto

TikTok : @Nexttosystem

Email : helpdesk@nexttosystem.com

Tel : 095-5088226